จังหวัดระนอง
คำขวัญ คอคอดกระ ภูเขาหญ้ากาหยูหวาน ธารน้ำแร่ มุกแท้เมืองระนอง
ดอกไม้ประจำจังหวัด ดอกโกมาชุม
ต้นไม้ประจำจังหวัด อินทนิล
จังหวัดระนอง เป็นจังหวัดชายฝั่งทะเลตะวันตกของภาคใต้ มีพื้นที่ประมาณ 2,141,250 ไร่ มีพื้นที่ติดต่อทางตะวันออกติดต่อกับจังหวัดชุมพร ทางใต้ติดกับจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดพังงา ทางตะวันตกติดกับประเทศสหภาพพม่า และทะเลอันดามัน มีลักษณะพื้นที่เรียวและแคบ มีความยาวถึง 169 กิโลเมตร และมีความแคบในบริเวณอำเภอกระบุรี เพียง 9 กิโลเมตร
ภูมิอากาศ จังหวัดระนองได้ชื่อว่าเป็นเมือง "ฝนแปด แดดสี่" นั่นคือมีฝนตก 8 เดือน และฝนแล้งเพียง 4 เดือน นับว่าเป็นจังหวัดที่ฝนตกชุกมากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากอยู่ติดกับทะเลอันดามัน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้อย่างมาก
เขตการปกครอง แบ่งออกเป็น 5 อำเภอ 30 ตำบล167 หมู่บ้าน
แหล่งสารสนเทศที่เป็นสถาบัน
ห้องสมุดประชาชน อำเภอเมือง จังหวัดระนอง

ห้องสมุดประชาชนจังหวัดระนอง เป็นสถานที่ซึ่งรวบรวมแหล่งข้อมูลความรู้ ทั้งในรูปแบบของหนังสือ นิตยสาร วารสาร จุลสาร ตลอดจนสื่อข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถสืบค้นได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อความต้องการ
ผู้ดูแล นายโกเมนทร์ เพชรภู่ ( ผู้บริหาร )
ที่ตั้ง 5/5 ถ. เพิ่มผล ต. เขานิเวศน์ อ. เมือง จ. ระนอง 85000
ติดต่อหน่วยงาน โทรศัพท์ 077-811498 โทรสาร.077-811498
วิสัยทัศน์ ภายใน ปี 2555 ห้องสมุดประชาชนจังหวัดระนองพัฒนาเข้าสู่การเปิดศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพและมาตรฐานห้องสมุด 3 ดี คือ
มาตรฐานที่ 1 : ให้บริการหนังสือและสื่อที่มีคุณภาพ
มาตรฐานที่ 2: ให้บริการบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้
มาตรฐานที่ 3 : ให้บริการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ
สถานที่ อนุสาวรีย์
อนุสาวรีย์พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี ( คอซู้เจียง ณ ระนอง )
สถานที่ตั้ง ถนน เพิ่มผล ตำบล เขานิเวศน์ อำเภอ เมืองระนอง จังหวัด ระนอง
มีการนำรูปปั้นมาประดิษฐาน เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2543 สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี เจ้าเมืองระนองคนแรก ซึ่ง เป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์แก่บ้านเมือง และท้องถิ่น รวมถึงความเป็นมาที่น่าสนใจในของระนอง อันเกิดจากต้นตระกูล ณ.ระนอง ด้านข้างถัดจากอนุสาวรีย์เป็นคลองหาดส้มแป้น ด้านหลังติดสวนสาธารณะ ด้านหน้าเป็นศาลหลักเมืองระนอง
ท่านคอซูเจียง เป็นเจ้าเมืองระนองคนแรก เป็นชาวจีนฮกเกี้ยน เดิมเข้ามาตั้งรกรากบ้านเรือน ทำเหมืองแร่ และค้าขายที่เมืองพังงา ต่อมารับประมูลเก็บอากรเหมืองแร่ จึงได้เป็นเจ้าอากร จนกระทั่งเป็นเจ้าเมืองระนอง พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี เป็นต้นตระกูลระนองที่มีลูกเป็นเจ้าเมืองของเมืองปักษใต้หลายเมือง อาทิเจ้าเมืองตรัง ท่านคอซิมบี้ ซึ่งต่อมาเป็นสมุหเทศาภิบาลเมืองภูเก็จ เป็นต้น
พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) มีบุตรชาย 6 คน ได้รับราชการมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาถึง 4 คนดังนี้
คนที่ 1 ชื่อ คอซิมเจ็ง ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร ในรัชกาลที่ 4 เป็นหลวงศรีโลหภูมิพิทักษ์ ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองระนอง แล้วถึงแก่กรรมในตำแหน่งนั้น
คนที่ 2 ชื่อ คอซิมก๊อง ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร ในรัชกาลที่ 4 เป็นหลวงศรีโลหภูมิพิทักษ์ ถึงรัชกาลที่ 5 ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระศรีโลหภูมิพิทักษ์และเป็นพระยารัตนเศรษฐี ผู้ว่าราชการเมืองระนอง แทนบิดา ต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี สมุหเทศาภิบาลมณฑลชุมพร
คนที่ 3 ชื่อ คอซิมจั๊ว ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร ในรัชกาลที่ 5 เป็นหลวงศรีสมบัติ ผู้ช่วยราชการเมืองระนอง ถึงแก่กรรมในตำแหน่งนั้น
คนที่ 4 ชื่อ คอซิมขิม ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร ในรัชกาลที่ 5 เป็นหลวงศรีโลหภูมิพิทักษ์ แล้วเลื่อนเป็นพระยาศรีโลหะภูมิพิทักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองระนอง ภายหลังได้เลื่อนเป็นพระยาอัษฎงคตทิศรักษา ผู้ว่าราชการเมืองกระบุรี
คนที่ 5 ชื่อ คอซิมเต็ก ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร ในรัชกาลที่ 5 เป็นพระจรูญราชโภคากร ผู้ว่าราชการเมืองหลังสวน ภายหลังได้เลื่อนเป็นพระยาจรูญราชโภคากร
คนที่ 6 ชื่อ คอซิมบี้ ได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ 5 ต่อมาได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เป็นหลวงบริรักษ์โลหวิสัย ผู้ช่วยราชการเมืองระนอง แล้วเลื่อนเป็นพระอัษฎงคตทิศรักษา ผู้ว่าราชการเมืองกระบุรี (เมื่อยังเป็นหัวเมืองจัตวา) ต่อมาได้เลื่อนเป็นพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ผู้ว่าราชการเมืองตรัง แล้วเลื่อนขึ้นเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ถึงแก่อนิจกรรมในตำแหน่งนั้นในสมัยรัชกาลที่ 6 พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้) เป็นนักปกครองที่มีความสามารถ ได้ใช้ความคิดริเริ่ม ปรับปรุงหัวเมืองชายทะเลฝั่งตะวันตกเจริญรุดหน้าไปมาก เป็นสมุหเทศาภิบาล ตัวอย่างของเมืองไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 มีชื่อเสียงปรากฏสืบมา
หัวรถจักรโบราณ
หัวรถจักรโบราณ เป็นอนุสรณ์สถาน ที่สร้างเพื่อรำลึกถึงสงครามโลกครั้งที่ 2
สถานที่ตั้ง บ้านบางแก้ว ถนน เพชรเกษม ตำบล บางแก้ว อำเภอ ละอุ่น จังหวัด ระนอง
ประวัติ ปีพุทธศักราช 2484 กองกำลังทหารญี่ปุ่นได้ขอใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านไปบุกยึดประเทศพม่าการเคลื่อนกำลังภาคพื้นดินระยะแรกได้อาศัยเส้นทางหลวงแผ่นดินเพชรเกษม หมายเลข 4 สายชุมพร - กระบุรี - คลองละอุ่น แต่ด้วยข้อจำกัดของสภาพถนนและภูมิประเทศ ทำให้การเคลื่อนย้ายลำเลียงกำลังพล เสบียงอาหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์กระทำได้อย่างลำบาก เพราะ ถนนแคบ คดโค้ง บางช่วงสูงชัน การลำเลียงอาวุธหนัก ไม่สามารถใช้เส้นทางดังกล่าวได้ ต่อมาได้มีแนวคิดที่จะสร้างเส้นทางรถไฟขนานกับทางหลวงหมายเลข 4 เริ่มแรกหลังจากยกพลขึ้นบกทหารญี่ปุ่นได้ส่งกองกำลังแนวหน้า ค้นหาพื้นที่ บริเวณที่มีความเหมาะสมในการตั้งกองบัญชาการทหารญี่ปุ่นในที่สุดทหารญี่ปุ่นได้เลือกบ้านเขาฝาชี(ตลาดบางแก้วในปัจจุบัน) เป็นที่ตั้งฐานกำลังทหารญี่ปุ่นอีกแห่งของทางฝั่งทะเลอันดามันตอนบนฐานกำลังแห่งนี้นับเป็นยุทธภูมิที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่งเนื่องเพราะสามารถเลือกใช้ได้ทั้งทางบกและทางน้ำ การเคลื่อนย้ายกำลังพลมาเสริมกองทัพของทหารญี่ปุ่นได้เข้ามา 2 เส้นทาง เส้นทางแรก เคลื่อนกำลังพลมาจากจังหวัดชุมพรมาตามทางหลวงเพชรเกษม เส้นทางที่สอง ได้เคลื่อนมาทางเรือทางทะเลอันดามันอ้อมช่องแคบมะละกาด้านสิงคโปร์ และจอดพักเรือทอดสมอด้านทิศใต้ของแหลมวิคตอเรียปอยต์ (บริเวณที่ตั้งจังหวัดเกาะสองในปัจจุบัน)
โบราณสถาน
พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง)
สถานที่ตั้ง จวนเจ้าเมืองระนอง ถนน เรืองราษฎร์ ตำบล เขานิเวศน์ อำเภอ เมืองระนอง จังหวัด ระนอง
ความสำคัญ พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) เป็นพระราชวังที่จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นการอนุสรณ์การเสด็จประทับแรมจังหวัดระนองของพระมหากษัตริย์3 พระองค์ ได้แก่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ปี พ.ศ.2433)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (ปี พ.ศ.2452)
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 (ปี พ.ศ.2471) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดระนอง ลักษณะ พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) เป็นพระราชวังเรือนไม้ที่จัดจำลองขึ้นใหม่ โดยทำด้วยไม้สักและไม้ตะเคียนทอง สิ่งที่จัดแสดงภายในพระราชวังฯ ได้แก่ ห้องบรรทมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ชั้น 3) ห้องพระราชินี (ชั้น 2) อาคารทรงแปดเหลี่ยม อาคารท้องพระโรง สะพานเชื่อมอาคารที่ประทับทรงงานกับอาคารแปดเหลี่ยมการจัดแสดงภาพเก่าในอดีต และ ข้าวของเครื่องใช้ที่สำคัญของรัชกาลที่5 และโคมไฟ
ประวัติที่มาพระราชวังรัตนรังสรรค์ เรื่องตำนานพระราชวังรัตนรังสรรค์นั้น เกี่ยวข้องตำนานเมืองระนอง โดยปี พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก เป็นครั้งแรกที่จะได้เสด็จไปถึงเมืองระนอง พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง)สร้างที่ประทับรับเสด็จที่บนเนินควนอันอยู่กลางเมือง สร้างล้วนด้วยเครื่องก่อประกอบกับไม้แก่นอย่างมั่นคง ประสงค์จะถวายเป็นราชพลีสนองพระเดชพระคุณซึ่งได้ทรงชุบเลี้ยงสกุลวงศ์มา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทอดพระเนตรเห็นดำรัสว่า“...ทำงดงามมั่นคงสมควรจะเป็นวังยิ่งกว่าจะเป็นพลับพลา...” จึงพระราชทานนามว่า “พระราชวังรัตนรังสรรค์” ให้เป็นเกียรติยศแก่เมืองระนองและสกุลของพระยารัตนเศรษฐีด้วย แต่ทรงพระราชดำริว่าที่เมืองระนองนาน ๆ จะเสด็จประพาสครั้งหนึ่ง วังทิ้งไว้เปล่าก็จะชำรุดทรุดโทรมเสีย จึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตว่า โดยปกติให้ใช้พระราชวังนั้นเป็นศาลารัฐบาลและทำพิธีสำหรับบ้านเมือง ต่อมีการเสด็จประพาสเมื่อใดจึงให้จัดเป็นที่ประทับ ต่อมาองค์พระที่นั่งชำรุดทรุดโทรมจึงดัดแปลงสร้าง เป็นตึก แล้วใช้เป็นศาลากลางเมืองระนอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6และ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้เคยประทับแรม ณ พระที่นั่งรัตนรังสรรค์องค์ใหม่นี้
ต่อมาในปี 2545 จังหวัดระนองได้มีโครงการก่อสร้างพระที่นั่งรัตนรังสรรค์จำลองขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่เดิมเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเสด็จประทับแรมของพระมหากษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ และจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดระนองอีกด้วย
ในวันที่ 24 มิถุนายน 2547 คณะกรรมการบริหารพระที่นั่งรัตนรังสรรค์จำลอง จึงมีมติที่ประชุม ครั้งที่ 1/2547 ว่าให้เรียกชื่อพระที่นั่งรัตนรังสรรค์จำลองเป็น “พระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง)” และสามารถเรียกได้ทั้งสองชื่อ เนื่องจากคำว่าพระที่นั่งหมายถึงอาคารหนึ่งภายบริเวณในพระราชวังนั่นเอง
ชาวระนองจึงควรมีภาคภูมิใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงยกพระที่นั่งขึ้นเป็นพระราชวังรัตนรังสรรค์ เพื่อเป็นเกียรติยศแก่เมืองระนองดังที่ทรงมีพระราชดำริไว้ ผู้ที่สนใจต้องการทราบรายละเอียดประวัติความเป็นมาของพระราชวังรัตนรังสรรค์หรือเข้าชมบริเวณพระราชวังได้
เวลาเข้าชม วันจันทร์ –วันศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น. เว้นวันหยุดราชการ
กำแพงจวนเจ้าเมืองระนอง
สถานที่ตั้ง ตั้งอยู่ที่ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง
ประวัติความเป็นมา กำแพงจวนเจ้าเมืองระนอง สร้างในสมัยพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง)บุตรชายคนที่ 2 เริ่มสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ 2420 มีเนื้อที่ประมาณ 33 ไร่เศษ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองระนอง ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานฉบับทั่วไปเล่มที่ 112 ตอนพิเศษ 50 ง ลงวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2538 สิ่งสำคัญคือ1.กำแพง ทำด้วยอิฐสอปูนสูงประมาณ 3.50 เมตร ความหนาของกำแพงประมาณ 50 เซนติเมตรทำด้วยหินธรรมชาติสูงประมาณ 60 เซนติเมตร และหนาประมาณ 60 เซนติเมตร แนวกำแพงมีความยาวทั้งหมด 954 เมตร ปัจจุบันเหลือแนวให้เห็นเพียง 722 เมตร มีประตูทางเข้าอยู่ด้านทิศตะวันออก และบริเวณประตูด้านหน้ายังมีเรือนหอรบขนาดใหญ่ทำด้วยไม้ (ปัจจุบันเรือนหอรบพังไปตามกาลเวลา)มุมกำแพงด้านทิศเหนือติดกับมุมด้านทิศตะวันออก มีป้อมขนาดเล็กอยู่หนึ่งป้อม และป้อมนี้ในอดีตอาจใช้เป็นที่รักษาการณ์ของยาม เลยจากป้อมไปตามแนวของกำแพง ยังมีประตูขนาดเล็กอีก ในตัวของกำแพงนั้นมีช่องมองหรือช่องปืนทำไว้เป็นระยะๆ ภายในกำแพงของด้านนี้ ตลอดแนวจะเห็นซากของอาคารที่ทำเชื่อมติดกับตัวกำแพง ซึ่งซากอาคารต่างๆนี้ เดิมทำเป็นโรงเก็บสินค้า เป็นต้นว่า โรงม้า โรงต้มกลั่นสุรา โรงต้มฝิ่นและฉางข้าว 2.จวนเจ้าเมืองและเรือนรับรอง จวนเจ้าเมืองสร้างด้วยอิฐสอปูน โครงบนทำด้วยไม้ หลังคามุงกระเบื้อง ตั้งอยู่ภายในไม่ไกลจากประตูทางเข้ามากนัก และเมื่อสร้างจวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าเมืองเห็นว่าบริเวณตรงที่สร้างนั้นไม่เหมาะที่จะพักอาศัย เหตุเพราะว่าตั้งอยู่ใกล้กับประตูทางเข้ามากเกินไป จึงใช้เรือนหลังนี้เป็นเรือนรับรอง เป็นอาคารขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 30 เมตร ฐานของอาคารสูงจากระดับของพื้นดินประมาณ 1.25 เมตร มีบันไดทางขึ้นด้านหน้า 3 ทาง ด้านหลัง 1 ทาง บันไดทำด้วยหินแข็งขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร ความยาวของหินแต่ละแผ่นไม่เท่ากัน ตัวของอาคารทำด้วยปูนซิเมนต์ผสมกรวดทรายอัดเป็นแผ่นวางซ้อนกันผนังห้องบางช่วงก่ออิฐผสมเล็กน้อย ตัวอาคารแบ่งเป็น 3 ห้อง มีขนาดเท่ากัน 2 ห้อง ห้องกลางเป็นห้องเล็ก ความสูงของห้อง 7 เมตร หนา 20X60 เซนติเมตร บริเวณด้านข้างของอาคารห่างออกไปประมาณ 5 เมตร มีเรือนของโรงครัว 1 โรง ส่วนจวนเจ้าเมืองหลังใหม่ที่สร้างขึ้นนั้นอยู่ลึกเข้าไปอีก (ปัจจุบันทำเป็นที่เคารพสักการะของตระกูลและของประชาชนทั่วไป)
3.บ่อน้ำและบ่อพักน้ำร้อน บ่อน้ำทำไว้เพื่อใช้ภายในบริเวณจวน มี 7 บ่อ และที่สำคัญคือ บ่อพักน้ำร้อน ซึ่งก่อด้วยอิฐเป็นรูปบ่อสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก และมีความลึกประมาณ 1.00 - 1.50 เมตร มีทางน้ำไหลเข้าอยู่ทางด้านทิศใต้ มาจนถึงบ่อพัก และจากบ่อพักมีทางน้ำไหลออกไปนอกกำแพงด้านทิศเหนือ ทางน้ำนี้ก่อด้วยอิฐมีความลึกประมาณ 30 - 40 เซนติเมตร เหตุผลของการทำบ่อพักน้ำร้อนนี้ เนื่องจากความเชื่อของคนจีนว่า บริเวณพื้นที่อยู่อาศัยนั้นเป็นพื้นที่ร้อน จึงต้องทำทางน้ำไหลผ่านพื้นที่เพื่อให้พื้นที่มีความเย็นตามหลักโหราศาสตร์ของคนจีน และผู้ที่อยู่อาศัยพื้นที่นั้นจะอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป
ความสำคัญต่อชุมชน เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดระนอง ที่บอกถึงความเป็นมาของท้องถิ่นในอดีตที่มีหลักฐานปรากฏชัดเจน ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นรู้ถึงความเป็นมาและรากเหง้าของท้องถิ่น เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของนักเรียนนักศึกษา และผู้ที่สนใจ ภายในเรือนรับรองยังมีศาลบรรพบุรุษที่มีผู้คนไปกราบไหว้กันเป็นจำนวนมากลักษณะทางสถาปัตยกรรม มีลักษณะเป็นกำแพงทำด้วยอิฐสอปูน ส่วนจวนเจ้าเมืองสร้างด้วยอิฐสอปูนเช่นกันโครงหลังคาทำด้วยไม้ หลังคามุงกระเบื้อง ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก เนื่องจากสภาพเดิมปรักหักพังไป และมีการปรับปรุงใหม่ให้มีความคงทนถาวร
เส้นทางเข้าสู่กำแพงจวนเจ้าเมืองระนอง ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๕๐๐ เมตร ไปตามถนนเรืองราษฎร์ในเขตเทศบาลเมืองระนอง
สุสานเจ้าเมืองระนอง
สถานที่ตั้ง สุสานเจ้าเมืองระนอง ตั้งอยู่ที่เนินเขาระฆังทอง ตำบลบางนอน ห่างจากเทศบาลเมืองระนองประมาณ 1 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 4004 (ระนอง - ปากน้ำ)
ประวัติความเป็นมา เป็นสุสานของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) อดีตเจ้าเมืองระนอง ที่ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ พ.ศ. 2425 รัชกาลที่ 5 พระราชทานที่ดินให้เป็นที่ฝังศพที่เขาระฆังทอง เป็นจำนวนเนื้อที่ 375 เส้น กับ 300 ตารางวา พระรัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) ผู้เป็นบุตรชายได้จัดการฝังศพตามประเพณีจีน และได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตทำคำจารึกลงบนศิลาเกี่ยวกับชาติประวัติทั้งภาษาไทยและภาษาจีนปักไว้เป็นเกียรติยศ ณ ที่ฝังศพ ตามธรรมเนียมจีน
ลักษณะ สุสานเจ้าเมืองระนอง เป็นสุสานแบบจีนหรือฮวงซุ้ยที่ฝังศพของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) เจ้าเมืองระนองคนแรก กรมศิลปากร ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนพิเศษ 7ง วันที่ 22 มกราคม พ.ศ.2542สิ่งที่น่าสนใจ สุสานเจ้าเมืองระนอง สร้างในปี พ.ศ. 2426 โดยบริเวณสุสานเป็นที่ดินที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้แก่ตระกูล ณ ระนอง ที่ คอซู้เจียง เป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง สิ่งก่อสร้างต่างๆ และบริเวณสุสานปูด้วยศิลา 3 ชั้น โดยเป็นศิลาที่สั่งเข้ามาจากเมืองจีน ซึ่งล้วนมีความหมายทั้งสิ้น
1.เสาศิลาด้านซ้ายมือ มีตัวอักษรภาษาจีน มีความหมายว่า "ระนองมีภูเขาสลับซับซ้อนสวยงาม" เป็นศรีแก่เมืองระนอง ป้องกันภัยพิบัติมิให้เกิดขึ้น ทำให้ชาวเมืองระนองได้รับความร่มเย็นเป็นสุข
2.เสาศิลาด้านขวามือ มีตัวอักษรภาษาจีน มีความหมายว่า ระนองมีน้ำเป็นสีทอง เป็นที่ทำมาหากินของชาวระนอง เป็นเมืองที่มีภูมิประเทศสวยงาม เป็นแหล่งกำเนิดของอัจฉริยบุคคล
3.ตุ๊กตาหินแกรนิตโบราณที่นำมาจากเมืองจาก อันประกอบด้วย รูปปั้นแพะ หมายถึง โภคทรัพย์ คววามมั่งคั่ง
รูปปั้นสิงโต หมายถึง พลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่
รูปปั้นม้า หมายถึง ข้าทาสบริวาร คนรับใช้
รูปขุนนางฝ่ายบู๊ หมายถึง ขุนนาง ทำหน้าที่นักรบ
รูปขุนนางฝ่ายบุ๋น หมายถึง ขุนนาง ทำหน้าที่ในราชสำนัก
รูปปั้นสิงโต หมายถึง พลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่
รูปปั้นม้า หมายถึง ข้าทาสบริวาร คนรับใช้
รูปขุนนางฝ่ายบู๊ หมายถึง ขุนนาง ทำหน้าที่นักรบ
รูปขุนนางฝ่ายบุ๋น หมายถึง ขุนนาง ทำหน้าที่ในราชสำนัก
ความสำคัญต่อชุมชน เป็นที่ฝังศพของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) เจ้าเมืองระนอง ชาวบ้านเรียกท่านว่า เจ้าคุณเฒ่า ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในท้องถิ่น เป็นตัวอย่างของผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต ทั้ง ๆ ที่อพยพมาจากประเทศจีน เข้ามาเป็นกรรมกรรับจ้าง จนได้ตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง ก็เพรเป็นคนที่มีความกตัญญูกตเวที ซื่อตรง อดทน มัธยัสถ์ รอบรู้ และมองการณ์ไกล รู้จักการจัดการและการแก้ปัญหาทำประโยชน์ให้แผ่นดินอย่างมากเป็นแบบฉบับสำหรับข้าราชการทั้งหลาย อีกทั้งยังมีลูกหลานอยู่ในโอวาทของบิดามารดาจนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจนได้เป็นใหญ่ในภาคใต้อีกหลายคน จึงเป็นบุคคลที่น่าชื่นชมเอาเยี่ยงอย่างท่าน สุสานเจ้าเมืองระนองจึงเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวที่มาจังหวัดระนองต้องมาเยือน
ศิลาสลักพระปรมาภิไธยย่อ จป.ป.ร.
สถานที่ตั้ง บ้าน จ.ป.ร. ถนน เพชรเกษม ตำบล ปากจั่น อำเภอ เมืองระนอง จังหวัด ระนอง
จ.ป.ร.เป็นอักษรย่อพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงจารึกอักษรย่อพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. คราวเสด็จประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้และแหลมมลายู ในปี พ.ศ. 2433 ได้เสด็จพระราชดำเนินจากเมืองชุมพรมาประทับ ณ เมืองกระ และเมืองระนอง เมื่อเสด็จมาถึงแนวเขตแดนระหว่างจังหวัดชุมพรและระนอง พระองค์ทรงจารึกอักษรย่อพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. ไว้บนก้อนหิน ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ ระยะทางเสด็จพระราชดำเนินประพาสทางบก ทางเรือ รอบแหลมมลายูรัตนโกสินทร์ 109 ความว่า
" ในกลางที่แจ้งเป็นตร่อน้ำแบ่ง มีศิลาก้อนใหญ่จมดินครึ่งหนึ่ง มีก้อนเล็กซ้อน ซึ่งเห็นจะเป็นก้อนหินลอยทั้งสองก้อน ให้เขาหามาไว้จะจารึกเห็นก้อนใหญ่จะศูนย์ยากกว่า จึงให้กลิ้งก้อนเล็กลงเสีย ให้กรมสรรพสิทธิ์เขียน จ.ป.ร. อย่างอัฐกับกรมสมมติเขียน 109 มอบเครื่องมือให้ผู้ช่วยเมืองไชยาอยู่เราะ แล้วให้รอเขียนอยู่ 7 มินิต"
" ในกลางที่แจ้งเป็นตร่อน้ำแบ่ง มีศิลาก้อนใหญ่จมดินครึ่งหนึ่ง มีก้อนเล็กซ้อน ซึ่งเห็นจะเป็นก้อนหินลอยทั้งสองก้อน ให้เขาหามาไว้จะจารึกเห็นก้อนใหญ่จะศูนย์ยากกว่า จึงให้กลิ้งก้อนเล็กลงเสีย ให้กรมสรรพสิทธิ์เขียน จ.ป.ร. อย่างอัฐกับกรมสมมติเขียน 109 มอบเครื่องมือให้ผู้ช่วยเมืองไชยาอยู่เราะ แล้วให้รอเขียนอยู่ 7 มินิต"
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2502 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จมายังจังหวัดระนอง ได้ทรงจารึกพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.และส.ก.สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงจารึกพระปรมาภิไธย ส.ธ. ด้วย ปัจจุบันจึงมีอยู่ 3 ก้อน
ปัจจุบันประดิษฐานอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างจังหวัดชุมพรและจังหวัดระนองตรงหลักกิโลเมตรที่ 525 ตรงข้ามโรงเรียนบ้าน จ.ป.ร.เมื่อ พ.ศ.2540 สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 12จังหวัดภูเก็ต ได้ดำเนินการจัดสภาพภูมิทัศน์บริเวณที่ประดิษฐานใหม่ จากเดิมที่เคยประดิษฐานอยู่ในศาลาข้างถนน มาจัดทำป้ายบอกความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ ให้นักท่องเที่ยวที่ผ่านมาได้ทราบประวัติความเป็นมา ซึ่งเป็นสถานที่ที่สักการะบูชาของประชาชนโดยทั่วไปด้วย
ศาลากลางจังหวัดระนอง (หลังเก่า)
สถานที่ตั้ง เลขที่ 13 ถนน ลุวัง ตำบล เขานิเวศน์ อำเภอ เมืองระนอง จังหวัด ระนอง
ประวัติความเป็นมา เป็นบริเวณที่ตั้งของพระที่นั่งรัตนรังสรรค์ในอดีต ซึ่งพระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) เจ้าเมืองระนอง สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จเลียบแหลมมลายู ในปี พ.ศ. 2533 โดยทรงประทับแรมที่พระที่นั่งดังกล่าวเป็นเวลา 3 ราตรี สมัยพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอยู่หงี่) เป็นเจ้าเมืองระนอง ได้ดัดแปลงพระที่นั่งรัตนรังสรรค์เป็นรูปเรือนตึก 2 ชั้น แล้วใช้เป็นศาลากลางของเมืองระนอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพักแรม ณ พระที่นั่งรัตนรังสรรค์ 2 ครั้ง ใน พ.ศ. 2452 พักอยู่ 4 ราตรี และ พ.ศ. 2460 พัก 3 ราตรี สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ก็ได้ประทับแรม 1 ราตรี
ลักษณะทั่วไป เป็นเนินดินไม่มีสิ่งก่อสร้างปรากฏเนื่องจากพระที่นั่งรัตนรังสรรค์ถูกรื้อ ถอนไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2507 เพื่อก่อสร้างศาลากลางจังหวัดหลังใหม่ แต่ก็ยังปรากฏร่องรอยเป็นบันไดทางขึ้นและบริเวณให้เห็น
บริเวณที่ตั้งของพระที่นั่งเป็นเนินเขาซึ่งมีชื่อว่าเขานิเวศน์คีรีและมีศิลาสลักประดับไว้เป็นสำคัญปัจจุบันอยู่ติดกับศาลากลางจังหวัด โดยยังมีร่องรอยเป็นบันไดและบริเวณให้เห็น ทางจังหวัดได้อนุรักษ์ไว้ และกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2520 (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 94 ตอนที่ 39 วันที่ 10 ตุลาคม 2520)
บุคคล ปราชญ์ชาวบ้าน
“ จิตจักรวาล ” หาดกมลา อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต
ประติมากรรมจิตจักรวาล มีขนาด : 2.20 x 6 x 6 เมตร ลักษณะ เป็นรูปทรงกลมมีเหล็กเชื่อมโยงทั้งรูปทรง ภายในใจกลางรูปทรงใช้รูปทรงของวงรีเพื่อสื่อถึงแกนและแรงหนุนของโลก โดยรูปทรงภายในจะมีลักษณะซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ และมีการเชื่อมโยงกันตลอดเวลา ใช้เทคนิค ความชำนาญอย่างมากในการเชื่อมโลหะแสตนเลส ครูแหลมได้ให้แนวคิดในการสร้างประติมากรรมในครั้งนี้ว่า “ภัยพิบัติทางธรรมชาตินั้น เกิดจากการปรับเปลี่ยนทางธรรมชาติเพื่อความสมดุลและการดำรงอยู่ของพิภพเอง พลศาสตร์ของสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งเดียวกัน ส่งผลเชื่อมโยง ถ่ายเท แปรเปลี่ยนและเป็นพลวัตต่อกัน นับจากโครงสร้างอะตอ กายภาพทางเคมี พฤติกรรมมนุษย์ จนถึงระดับชั้นในจักรวาล เป็นวัฎจักรกลไกของชีวิตที่เชื่อมโยงรวมกันกลับไปสู่ความเป็นหนึ่งเสมอ” โดยครูแหลมได้ใช้รูปทรงกลมที่มีลักษณะเป็นเส้นเชื่อมโยงกันทั้งรูปทรง ภายในใจกลางใช้รูปทรงของวงรี เพื่อต้องการสื่อถึงแกนและแรงหนุนของโลกที่หมุนรอบตัวเองและดวงอาทิตย์ที่สัมพันธ์กับสนามแม่เหล็กทั้งหลายในจักรวาลซึ่งมีความเกี่ยวโยงกัน
เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นใน จังหวัดระนอง
'AIG DRF' มอบบ้านแก่ผู้ประสบภัยสึนามิที่ระนอง
AIG Disaster Relief Fund (AIG DRF) ซึ่งเป็นกองทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากเอไอจี ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอไอเอ ประเทศไทย มอบบ้านให้แก่ผู้ประสบภัยที่บ้านท่ากลาง กิ่งอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง อีก 31 หลัง หลังจากที่มอบให้แก่ชาวบ้านที่ระนองและภูเก็ตไปแล้ว รวม 79 หลัง หลังพบว่ายังมีผู้ประสบภัยที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลืออีกมาก
มร.โทมัส ไวท์ รองประธานบริหารระดับสูง และผู้จัดการทั่วไป บริษัท อเมริกัน อินเตอร์แนชชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด (เอไอเอ) ในฐานะตัวแทนของกองทุนเอไอจีเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือ AIG Disaster Relief Fund (AIG DRF) เปิดเผยว่า
“ถึงแม้ภัยพิบัติสึนามิจะผ่านมาปีกว่าแล้ว แต่ยังมีผู้ประสบภัยอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ ยกตัวอย่างเช่น ที่บ้านท่ากลาง กิ่งอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ที่ชาวบ้านได้รับความเสียหายจากสึนามิอย่างหนัก ส่งผลให้ชาวบ้านที่เดิมมีฐานะยากจนอยู่แล้ว ต้องขาดแคลนมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากบ้านเรือนและอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพต้องสูญหายและเสียหายอย่างมาก ถึงแม้ว่าชาวบ้านบางส่วนจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐและมูลนิธิต่างๆ แล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่มีที่อยู่”
ซึ่งเป็นผู้ที่ประสบความเสียหายจากภัยสึนามิ จำนวน 31 ครอบครัว หลังจากที่ได้มอบไปแล้ว เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 ที่ผ่านมา จำนวน 43 หลัง รวมจำนวนบ้านที่มอบให้แก่ชาวบ้านที่กิ่งอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ทั้งสิ้น 74 หลัง
นอกจากนี้ AIG DRF ยังได้มอบบ้านให้แก่ชาวบ้านในหมู่บ้านท่าฉัตรไชย อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต อีก 36 หลัง รวมจำนวนบ้านที่มอบให้แก่ชาวบ้านใน 2 จังหวัด เท่ากับ 110 หลัง พร้อมกันนี้ AIG DRF ยังสนับสนุนเงินทุนในการสร้างศูนย์พัฒนาชุมชนของหมู่บ้านทั้ง 2 แห่ง ด้วย
AIG DRF ได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิในประเทศไทย รวม 416,250 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 16 ล้านบาท โดยมีมูลนิธิที่อยู่อาศัยเพื่อมนุษยชาติ (Habitat for Humanity International) เป็นผู้รับผิดชอบในการประสานงานและควบคุมการก่อสร้าง โดยจะมีบ้านแบบก่ออิฐ หรือแบบบ้านไม้ขนาด 6*6 หรือ 4*9 เมตร ให้ชาวบ้านเลือกให้สอดคล้องกับความต้องการ
โดยเจ้าของบ้านจะต้องมีส่วนร่วมในการสร้างบ้านของตนเอง และสร้างบ้านให้แก่เพื่อนบ้านในชุมชนเดียวกัน และมีพนักงานเอไอเอและบริษัทในเครือเอไอจีในประเทศไทยในโครงการ AIA Smile Volunteer ร่วมเป็นอาสาสมัครไปร่วมสร้างบ้านกับชาวบ้านนาน 1 สัปดาห์
สื่อมวลชน
สถานีวิทยุคลื่นมหาชน จังหวัดระนอง
( 80% ของพื้นที่จังหวัดระนอง)
ประวัติของสถานีวิทยุคลื่นมหาชน จังหวัดระนอง
สถานีวิทยุ “คลื่นมหาชน” F.M. 95.25 MHz. เดิมคือสถานีวิทยุชุมชน (Community Radio) F.M. 90.00 MHz. จัดตั้งขึ้นและทำการกระจายเสียงครั้งแรกเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเผยแพร่ ภารกิจของศูนย์ประสานงานและให้ความช่วยเหลือประชาชน จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (โดย นายศักดา ศรีวิริยะไพบูลย์) เล็งเห็นความสำคัญของภาคประชาชนในเรื่องสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนร่วมในการปกครอง และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานอันสำคัญของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของประเทศไทย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามหลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว
ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2540 ได้ไห้การยอมรับในหลักการวิทยุชุมชน ซึ่งได้ให้หลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน ให้สื่อมวลชนมีอิสระอย่างเต็มที่ในการทำงาน (มาตรา 31,41) และได้กำหนดให้คลื่นวิทยุเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ (ม.40) รวมทั้งยังกำหนดให้ภาคประชาชนมีบทบาทหน้าที่ในการมีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรของชาติอีกด้วย ( มาตรา 56)
สถานีวิทยุคลื่นมหาชน F.M. 95.25 MHz. เป็นรูปแบบการบริหารจัดการสถานีวิทยุท้องถิ่น ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสาร สาระและความบันเทิง ที่ตรงกับความต้องการของท้องถิ่นอย่างแท้จริง จัดตั้งและกระจายเสียงออกอากาศเมื่อ 14 กันยายน 2548 กระทั่งถึงปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นที่รู้จักของผู้ฟังในอำเภอเมืองระนองและอำเภอใกล้เคียงเป็นอย่างดีนับเป็นสถานีที่มีจำนวนผู้ฟังอยู่ในอันดับต้นๆ ของจังหวัดระนอง มีความหลากหลายในเรื่องรูปแบบและคุณภาพของรายการรวมทั้งผู้ดำเนินรายการทำให้สามารถนำเสนอข้อมูลข่าวสาร สาระและความบันเทิงได้อย่างสอดคล้องและตอบสนองความต้องการของผู้ฟัง ตรงกับเป้าหมายภายในท้องถิ่นจังหวัดระนอง
สถานีวิทยุคลื่นมหาชน F.M. 95.25 MHz. เน้นการส่งกระจายเสียงไปสู่ผู้ฟังในท้องถิ่นที่มีความหลากหลายของชุมชนแต่ละพื้นที่ เพื่อให้การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสาร สาระและความบันเทิงจากสถานีวิทยุฯนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ รวมถึงความร่วมมือต่างๆอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะเป็นข้อมูลข่าวสาร สาระและความบันเทิงที่ใกล้ตัว ตรงกับเป้าหมายและความต้องการอันแท้จริงของท้องถิ่นนั้นเอง
สถานีวิทยุระนองซิตี้เรดิโอ
ส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น เพื่อวิถีชีวิตที่ยั่งยืน
คลื่นความถี่ F.M. 92.50 MHz.
สถานที่ตั้ง อาคารคอมพ์ เซอร์วิสเลขที่ 2/59 ม.1 ถ.เพชรเกษม ต.บางริ้นอ.เมือง จ.ระนอง85000
ติดต่อ โทร. 0-7782-3499, โทรสาร 0-7782-5080, สายด่วน 081-535-0158
e-mail/msn : comp_service@yahoo.com
อินเทอร์เน็ตe-mail/msn : comp_service@yahoo.com
http://www.ranong.go.th/ ( เป็นเว็บไซต์ของจังหวัดระนอง )
สถานที่ติดต่อ อาคารศาลากลางจังหวัดระนอง ถนนลุวัง ตำบลเขานิเวศน์ อำเมือง จังหวัดระนอง 85000
เบอร์ติดต่อ 077-811123 โทรสาร 077-811123
อีเมล์ info@ranong.moi.go.th
วิสัยทัศน์การพัฒนากลุ่มจังหวัดและจังหวัดระนอง
เมื่อพิจารณาจากจากศัยภาพทางเศรษฐกิจ การขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การสร้างรายได้ภาคบริการ การเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน จังหวัดระนองจึงจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดตรัง โดยได้กำหนดวิสัยทัศน์กลุ่มจังหวัด คือ “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก ประตูเชื่อมโยงเศรษฐกิจสู่นานาชาติ” โดยมีประเด็นยุทธศาสตร์คือ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลกและประตูเชื่อมโยงเศรษฐกิจสู่นานาชาติ
วิสัยทัศน์จังหวัดระนอง
“เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศฝั่งอันดามัน ที่ดำรงไว้ซึ่งการเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่”
พันธกิจ
เป้าประสงค์
“มุ่งเน้นในการพัฒนาสังคมให้น่าอยู่ เศรษฐกิจเจริญเติบโตและกระจายรายได้ที่เป็นธรรม โดยใช้ยุทธศาสตร์การ
พัฒนาการขนส่งสินค้าทางทะเลและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเป็นตัวขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของจังหวัด”
เป้าประสงค์
1. ให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว สะดวก และปลอดภัย สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและ
ต่างประเทศ
2. มีน้ำแร่ร้อนคุณภาพดี ได้ใช้ประโยชน์เต็มศักยภาพคุ้มค่าและเป็นธรรม
3. จังหวัดระนองมีชื่อเสี่ยงด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สามารถแข่งขันได้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
4. ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีการนำมาใช้ประโยชน์คุ้มค่า เป็นธรรม ยั่งยืนและสภาพแวดล้อมของเมือง
ชุมชน สะอาด สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อย
5. เศรษฐกิจดี มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม
6. สังคมมีความสงบเรียบร้อยปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
7. แรงงานต่างด้าวได้รับการจัดระเบียบด้านการทำงานและด้านสุขภาพ
http://ranong.freehostia.com ( ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรมจังหวัดระนอง )
หน่วยงานที่ดูแล สำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดระนอง
สถานที่ตั้ง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดระนอง 55/11 หมู่ 3 ถนน เพชรเกษม ตำบล บางริ้น อำเภอ เมืองระนอง
จังหวัด ระนอง 58000
เบอร์ติดต่อ 0-7786-2082 , 0-7786-2029 โทรสาร 0-7786-2082
เว็บไซต์นี้เป็นการนำเสนอข้อมูลด้านวัฒนธรรมของจังหวัดระนอง โดยมีแนวคิดในการรวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมซึ่งมีกระจายอยู่อย่างมากมายหลากหลายสาขาในแต่ละพื้นที่ให้เป็นระบบ ตลอดจนเพื่อพัฒนาเป็นศูนย์ข้อมูลทางด้านวัฒนธรรมของจังหวัดที่สามารถตอบสนองผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และนำไปสู่ประชาชนตามกรอบยุทธศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ท่องเที่ยว วิธีชีวิตความเป็นอยู่ของคนระนอง
http://www.ranonglocal.go.th/ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
หน่วยงานที่ดูแล สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จังหวัดระนอง
สถานที่ตั้ง ศาลากลางจังหวัดระนอง ถนนลุวัง จังหวัดระนอง 85000
เบอร์ติดต่อ โทรศัพท์ 0-7781-3386 โทรสาร 0-7782-1574
| |
| |
| |
| |









ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น